>> คลิกเพื่อ กลับสู่รายการบทความทั้งหมด



มหากาฬ ซิธลอร์ด "พัลพาทีน" ฆ่าไม่ตาย แพ้ไม่เป็น !

"พัลพาทีน (Palpatine)" หรืออีกนาม "ดาร์ธ ซิเดียส (Darth Sidious)"

พัลพาทีน หรือชื่อที่ใช้เรียกหลังจากการกลับมาปรากฏตัวอีกครั้งในร่างโคลนว่า "พัลพาทีนอมตะ" แฟนๆภาพยนตร์คุ้นเคยกันเป็นอย่างดีเพราะเขามีบทบาทต่อเนื่องตั้งแต่ Episode 1 ยัน 6 บ้านเกิดเดิมอยู่ที่ "ดาวนาบู(Naboo)" (ดาวบ้านเกิดเดียวกันกับ ราชินี แพดเม่ อมิดาลา และ จาร์ จาร์ บิ๊ง) เป็นสมุหนายกคนสุดท้ายของสาธารณรัฐกาแลกติก และผู้ตั้งตนเองเป็นจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิกาแลกติก เขาเป็นผู้ที่ชักใยเบื้องหลังก่อให้เกิดความขัดแย้งระดับกาแลกซี ในอภิมหาสงครามที่เรียกกันว่า "สงครามโคลน(Clone War)" อันเป็นความขัดแย้งระหว่าง สาธารณรัฐกาแลกติก (Galactic Republic) กับ สหภาพพิภพอิสระ (Confederacy of Independent Systems - CIS) หรือ กลุ่มแบ่งแยกดินแดน ในระหว่างสงครามโคลนนั้นเอง พัลพาทีนพรางตัวเป็นผู้นำที่แท้จริงของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในฐานะของซิธลอร์ด ดาร์ธ ซิเดียส ทั้งยังเป็น สมุหนายก ผู้นำอันถูกต้องตามกฎหมายของฝ่ายสาธารณรัฐไปพร้อมกันด้วยอีกต่างหาก โดยไม่เป็นที่รับรู้ต่อสาธารณชน แม้แต่ผู้เกี่ยวข้องใกล้ชิดเลยแม้แต่น้อย ทุกคนรู้กันเพียงแต่กว่ากลุ่มแบ่งแยกดินแดนมี ดาร์ธ ไทรานัส หรือ เคาท์ดูกู เป็นผู้นำหัวโจก เป้าหมายขั้นสุดท้ายของพัลพาทีนก็คือ การเปลี่ยนสาธารณรัฐให้ เป็นจักรวรรดิกาแลกติกโดยมีตนเป็นจักรพรรดิ และทำลายนิกายเจไดลง และด้วยชั้นเชิงเล่ห์เหลี่ยมอันลุ่มลึก ก็ส่งผลให้เขาสามารถวางแผนความเป็นไปของสงครามทั้งหมดได้อย่างเบ็ดเสร็จ ความขัดแย้งทั้งหมดในสงครามโคลนนั้นกล่าวได้ว่า ถูกเริ่มต้น-ประคับประคอง-และยุติลงโดยพัลพาทีนแต่เพียงผู้เดียว ยังผลให้ในที่สุด พัลพาทีนก็ประสบผลสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้อย่างยิ่งใหญ่สมบูรณ์

นอกจากจะได้การยอมรับว่าเป็นลอร์ดมืดแห่งซิธที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของนิกายซิธแล้ว พัลพาทีนยังขึ้นชื่อว่าเป็นซิธลอร์ดเพียงหนึ่งเดียวในรอบหลายพันปี ที่สามารถบรรลุเป้าหมายสูงสุดของซิธได้ นั่นก็คือการทำลายล้างนิกายเจไดอย่างราบคาบ และทำให้ซิธได้ปกครองกาแลกซี อย่างไรก็ดี ความสำเร็จที่ทำให้พัลพาทีนกลายเป็นจักรพรรดิซิธ และสามารถแก้แค้นให้กับนิกายของตนได้เป็นผลสำเร็จใหญ่หลวงนั้น หาได้มาจากความสามารถในเชิงฝีมือการรบของพลังด้านมืดที่ร้ายกาจแต่อย่างใด(แต่พลังและกระบวนท่าเพลงดาบไลท์เซเบอร์ เขานั้นก็หาใช่ว่าธรรมดานะ ขั้นมหาเทพคนหนึ่งทีเดียว :) ทว่าเป็นความสามารถพิเศษในเชิงการวางแผนทางการเมืองอันลุ่มลึก-ซับซ้อนเหนือชั้น ถึงขนาดแม้แต่ ปราชญ์เจไดผู้รอบรู้ลึกซึ้งระดับ อ.โยดา ยังจับไม่ได้ไล่ไม่ทันคาดไม่ถึง กว่าจะรู้ความจริง ก็เมื่อสายเกินเยียวยาเสียแล้ว กลายเป็นว่าที่ผ่านมาทั้งตัวเองและพวกพ้องเจไดโดนต้มหลอกใช้มาตลอด!

แต่พัลพาทีนจะไม่ได้สามารถประสบความสำเร็จด้วยเพียงลำพังตนเองได้เลย หากปราศจากความช่วยเหลือจากขุนพล-ทีมงานที่เก่งกาจจำนวนมาก(ที่ส่วนใหญ่จะถูกหลอกใช้อย่างแนบเนียน) อาทิ ลูกศิษย์ ดาร์ธ มอล, ดาร์ธ ไทรานัส, กองทัพโคลน, กองพันธมิตรต่างดาวที่เข้าร่วม ฯลฯ รวมไปถึงเจไดฝีมือฉมังคนสำคัญอย่าง อนาคิน สกายวอล์คเกอร์ ผู้ถูกชักนำเข้าสู่ด้านมืดและกลายเป็นซิธลอร์ด ดาร์ธ เวเดอร์ แล้วพัลพาทีนก็สัมฤทธิ์ผลในแผนขั้นสุดท้ายนั้นคือ "คำสั่งที่ 66 (Order 66)" ซึ่งทำให้เจไดเกือบทั้งหมดถูกสังหารแทบสูญพันธุ์ เขาจึงกลายเป็นผู้คุมกองทัพทั้งหมดไว้ในมือแต่เพียงผู้เดียว แล้วกลายเป็น จักรพรรดิซิธผู้ยิ่งใหญ่ปกครองจักรวาลในที่สุด


"Darth Sidious" ศิษย์ฆ่า!อาจารย์ ("Darth Plagueis")


เรื่องราวของ "Darth Plagueis" (มีชีวิตอยู่ช่วงประมาณ 52-46 ก่อนยุทธการยาวิน ) หรือ ฉายาดาร์ธผู้ปราดเปรื่อง "Darth Plagueis the Wise" ที่พัลพาทีนนำมาเล่าให้ อนาคิน ฟัง (ในภาพยนตร์ Episode III) เพื่อชักชวนเขาให้เข้าสู่ด้านมืดนั้น เป็นเรื่องจริง!... Darth Plegueis ไม่ใช่ใครที่ไหนเป็นอาจารย์ของ พัลพาทีน นั้นเอง... Plegueis ค้นพบว่าตนเป็นสิ่งมีชีวิตที่มี midichlorian (ค่าสัมผัสแห่งพลังชีวิต) มากที่สุดในประวัติศาสตร์คนหนึ่งของจักรวาล เขาจึงคิดว่าน่าจะมีวิธีนำ midichlorian ซึ่งเป็นเเหล่งกำเนิดของ"พลัง"ที่มีอยู่ในตัว ไปเเบ่งให้เเก่คนอื่นเพื่อยืดอายุขัย หรือเเม้กระทั่งชุบชีวิตของคนอื่นได้ ซึ่งถ้าหากเขาทำสำเร็จ นั่นจะทำให้เขาได้กลายเป็นซิธที่เเข็งเเกร่งที่สุดในจักรวาล เรื่องนี้เป็นที่ยอมรับไม่ได้ของคนๆหนึ่งที่ใฝ่ฝันคิดจะครอบครองกาเเล็กซี่ ทั้งครอบครองพลังที่เเข็งเเกร่งที่สุดมิมีใครเทียมด้วยเช่นกัน ก็คือ ลูกศิษย์ของเขา พัลพาทีน Darth Sidious นั่นเอง ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ไม่ผิดอะไร กรณีการที่ลูกศิษย์ซิธฆ่าอาจารย์เพราะเป็นการดำเนินตามวิถีของ "กฏแห่งสอง" อันเป็นวิถีซิธปกติ [*กฏแห่งสอง (Rule of Two) "อาจารย์หนึ่งศิษย์หนึ่ง" คิดขึ้นโดยอาจารย์ซิธในตำนาน Darth Bane (มีชีวิตอยู่ช่วง 1000ปี ก่อนยุทธการยาวิน )...กำหนดให้ผู้ที่เป็นอาจารย์ต้องฝึกสอนศิษย์ทีละคนเท่านั้น หลังจากศิษย์บรรลุการฝึกสอนหมดแล้วจึงค่อยรับลูกศิษย์ใหม่ โดยศิษย์ที่เรียนจบแล้วนั้นต้องหาทางสังหารอาจารย์ของเขา ด้วยการท้าดวลกันซึ่งหน้า หรือลอบสังหารก็ได้ แล้วจึงดำเนินการสอนลูกศิษย์รุ่นหลังเป็นวงจรเช่นนี้ต่อไป การฆ่าอาจารย์ได้ถือเป็นเกียรติ อันหมายถึงซิธผู้นั้นแข็งแกร่งแท้จริง ไม่ใช่การทรยศแต่ประการใด (แต่ถึงจะไม่ท้าดวล-ฆ่า กับ อ. ก็ไม่เป็นไร จะเคารพเป็น อ.-ศิษย์ซิธ รักกันดีต่อไป ก็ไม่มีใครว่า และก็ไม่ได้ผิดกฏนะครับ :) ...*รายละเอียดเพิ่มเติม ที่บทความ กฎแห่งสอง] และจริงๆแล้ว Darth Plagueis ก็เป็นศิษย์ที่สืบสายมาจากผู้ศิษย์รุ่นก่อนๆของ Darth Bane ผู้คิดกฏแห่งสองขึ้นนั้นเอง และกฏแห่งสองก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่มีมายาวนาน มาจางคลายลงไปก็ตอนยุคหลังพัลพาทีนไปแล้วนี่เอง...ส่วนรายละเอียดว่า Sidious ฆ่า Plegueis อย่างไร ไม่มีปรากฏเเน่ชัดว่า เป็นการสู้กันหรือลอบฆ่าตอนเผลอ เเต่ก็เชื่อกันว่าคงจะเป็นไปตามที่พัลพาทีนเล่าให้อนาคินฟัง นั่นคือ Plegieus ถูกลอบฆ่าตอนที่หลับอยู่ ซึ่งประเด็นนี้ พัลพาทีนก็ไม่ได้เปิดเผยต่ออนาคินว่า แท้จริงแล้ว ตนนี้แหละคือลูกศิษย์ผู้ ฆ่า! อาจารย์ Darth Plagueis

" The Sith and the Jedi are similar in almost every way, The difference between the two is the sith are not afraid of the dark side of the force. That is why they are more powerful. : ซิธกับเจไดก็คล้ายๆกัน แต่ที่ต่างก็คือ ซิธไม่หวั่นกลัวต่อพลังด้านมืด นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมพวกซิธถึงมีพลังมากกว่า "

- ซ้าย พัลพาทีนชักจูง อนาคิน สกายวอร์คเกอร์ ด้วยการเล่าเรื่องของซิธ และ "Darth Plagueis" : กลาง พัลพาทีนวัยหนุ่มฝึกวิถีซิธกับ "Darth Plagueis : ส่วนขวาสุด โฉมหน้า "Darth Plagueis" ซึ่งเป็น สปีชีส์พันธุ์ "Muun" -


- ซ้าย "Darth Sidious" เวอร์ชั่นเก่าดั้งเดิมภาพยนตร์เข้าฉายในสมัยแรกๆ, ส่วนขวาเป็น "Darth Sidious" ภาคหลังๆรวมทั้งภาค DVD-Bluray, ภาพล่าง Behide the scene :) -


- ซ้าย Darth Sidious กับศิษย์-ขุนพลคู่ใจในยุคแรก Darth Maul : ขวา Darth Sidious กับศิษย์-ขุนพลคู่ใจในยุคหลัง Darth Vader ส่วนที่สวมผ้าคลุมสีแดงนั้นคือ ทหารองครักษ์ประจำตัวของจักรพรรดิ Darth Sidious เรียกว่า "Emperor's Royal Guard" หรือ "The Red Guard" ซึ่ง เป็นนักรบฝีมือดีที่ พัลพาทีน Darth Sidious ได้คัดสรร จัดตั้ง ด้วยตนเอง -


- ดูในภาพยนตร์แล้วอาจสงสัย?...เจ้าหน้าผู้ใกล้ชิดพัลพาทีน 2 ตน ที่มักเห็นติดสอยห้อยตามเคียงข้างในสภา(เป็นวอลเปเปอร์ :) คือใครหว่า? แล้วทำหน้าที่อะไร?...ในรูปซ้าย ตัวใหญ่สีน้ำเงินเขายาวนั้นคือ "Mas Amedda" ทำหน้าที่เป็น Vice Chairman (ประมาณโฆษกในการจัดการ วาระการประชุมสภาให้เรียบร้อยราบรื่น รวมถึงการประกาศแถลงการณ์ต่างๆ ฯลฯ ) ส่วนตัวสีขาวซีดหัวโล้น(หญิง)นั้นคือ "Sly Moore" ทำหน้าที่เป็น Senior Administrative Aide (ประมาณลขาจัดการตารางงาน งานเอกสาร, การโน็ตบันทึกต่างๆ ฯลฯ) -


ปัจจัยที่เอื้ออำนวยให้ซิธลึกลับอย่าง พัลพาทีน สามารถโค่นล้มระบบสาธารณรัฐ ไปเป็น ระบบจักรวรรดิแกแลคซี


ก่อนหน้ายุคจักรวรรดินั้น(จาก Star wars Episode 4 เป็นต้นไป) สำหรับกรณีที่ว่าเหตุใด พัลพาทีน จึงได้รับการยอมรับให้เป็นจักรพรรดิจากสมาชิกสภาส่วนมากของสาธารณรัฐ(ที่ต่อมากลายมาเป็นสภาจักรวรรดิ) ก็ด้วยเหตุมีปัจจัยหลายอย่างเอื้ออำนวย สังเขปดังนี้

1. ในช่วงหลายสิบปีก่อนหน้า วุฒิสมาชิกและข้าราชการในสภาสาธารณรัฐเริ่มใช้อำนาจในทางฉ้อฉล ละโมบโลภมาก ไม่สนใจที่จะรักษาระเบียบการปกครองเเบบประชาธิปไตย สนใจเเต่เพียงผลประโยชน์ของตน จึงพร้อมที่จะรับระบอบการปกครองเเบบใดก็ได้ตราบใดที่อำนาจของตนยังมีอยู่

2. ก่อนหน้าที่พัลพาทีนจะรับตำเเหน่งสมุหนายก สมุหนายกคนเดิมคือ "วาโลรั่ม" ซึ่งเป็นผู้รักสงบค่อนข้างเฉื่อยชา เชื่องช้า ไม่เป็นที่ชื่นชอบของสภา รวมทั้งการเกิดความขัดเเย้งระหว่างดาวนาบูกับองค์กรการค้า (Trade Federation) ใน Episode 1 ทำให้สภาอยากได้ผู้ที่มีความสามารถมากกว่านี้ พัลพาทีนจึงได้ขึ้นมาเเทนโดยการสนับสนุนของราชินีดาวนาบูและสมาชิกทั่วไป เเละเมื่อปัญหาจบลง พัลพาทีนจึงกลายเป็นขวัญใจของสภาไปโดยปริยาย...

3. พัลพาทีนสร้างเรื่องราวต่างๆในสาธารณรัฐที่ทำให้เกิดเป็นชนวนของสงครามโคลน(Clone War) เมื่อสงครามเเผ่ขยายไปทั่วกาเเล็กซี่ เกือบทุกดวงดาวกลายเป็นสมรภูมิรบ ไม่เว้นเเม้เเต่ดาวเมืองหลวงคอรัสซังต์ (Coruscant) ทำให้ความมั่นคงทางโครงสร้างการปกครองที่ง่อนเเง่นอยู่เเล้ว ยิ่งอ่อนเเอลงไปอีก ความศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยสาธารณรัฐ จึงเริ่มจางหายไปทุกที...

4. พัลพาทีนอาศัยภาพพจน์ที่ตัวเองรักสาธารณรัฐอย่างจริงใจ ทำทุกอย่างเพื่อสาธารณรัฐมายาวนาน เป็นที่ชื่นชอบของวุฒิสภาชิกอย่างท่วมท้น จึงใช้การนี้ให้เป็นประโยชน์สูงสุด โดยการสร้างเรื่องชักใยใส่ร้ายเหล่าเจไดว่าพยายามฆ่าตนเพื่อยึดอำนาจเสียเอง เมื่อเจไดถูกกำจัดไปหมดเเล้ว พัลพาทีนใช้เหตุผลอ้างว่าเพื่อความมั่นคงของกาเเล็กซี่ที่ไม่มีเจไดเป็นผู้คุ้มครองอีกต่อไปเเล้ว ตนจึงจำต้องเปลี่ยนสาธารณรัฐให้เป็นระบอบจักรวรรดิ เเละปกครองโดยใช้อำนาจทางทหารเป็นหลักเเทน...

- ซ้าย พัลพาทีน สภาพร่างกายปกติ : ขวา พัลพาทีนที่ร่างกายถูกเผาโดยพลังแสงสายฟ้าซิธของตน สะท้อนกลับเข้าตัวเองด้วยดาบเลเซอร์ของ อาจารย์เจได "เมซ วินดู" ซึ่งเป็นหลังฐานข้ออ้างสำคัญว่า เมซ วินดู และสภาเจได ได้คิดการใหญ่ มุ่งปองร้ายตน กระหายอำนาจจะเป็นกบฏต่อสาธารณรัฐ -


- ลองชม พลังของ มาสเตอร์เจได "แมซ วินดู" คลิปล่างนี้เสียก่อน : นอกจากเค้าจะเกือบจะเป็นผู้ปลิดชีพพัลพาทีนได้แล้ว(ในภาพยนตร์ Episode III) ...ในการ์ตูน 2D อนิเมชั่น ภาคClone Wars เขาตัวคนเดียวยังเคยมีวีรกรรมถล่มกองทัพดรอยด์ทั้งกองราบคาบ ให้ทั่วทั้งจักรวาลได้ตะลึงกันมาแล้ว (พลังระดับนี้มาเองแล้วยังไม่สามารถปิดฉาก พัลพาทีน ได้เลยคิดดูละกัน O_o) -


- คลิปตอน อ.โยดา ปะทะ พัลพาทีนลอร์ดซีเดียส : ถึงกับ อ. โยดา ต้องมาลงมือด้วยตัวเอง ก็ยังเอาไม่อยู่ -


- อภิมาสงครามโคลนในตำนาน (Clone Wars) การสู้ระหว่างฝายสาธารณรัฐกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดน อันมี พัลพาทีน เป็นผู้นำชักใยทั้ง สองฝ่าย ! ฝ่ายสาธารณรัฐมีทหารหลักเป็นกองทัพทหารอันเกิดจากการโคลนนิ่ง ส่วนฝ่ายแบ่งแยกดินแดน มีกองทัพทหารหลักเป็นหุ่นยนต์ดรอยด์ ...ไม่ว่าฝายไหน แพ้-ชนะ ก็ตามยังไง พัลพาทีน จะชนะเสมอ -


- ภาพซ้ายจาก Star Wars Episode III Revenge of the Sith ภาคหนังสือการ์ตูน ...พัลพาทีน ประกาศเปลี่ยนการปกครองอย่างเป็งทางการ (Mas Amedda และ Sly Moore เป็นวอลเปเปอร์เคียงข้าง :) : ภาพกลาง-ขวา จากหนังสือการ์ตูน Star Wars Darth Vader and the Lost Command ...พัลพาทีน ช่วยกู้ชีวิต-รักษา อนาคิน แปลงสภาพเป็น ดาร์ธ เวเดอร์ สมบูรณ์แบบ -

หากดูในตอนจะจบของภาพยนตร์ภาคสุดท้าย Episode 6...พัลพาทีน ถูก อนาคินหรือ ดาร์ธ เวเดอร์ นั้น จับโยนทิ้งอวกาศ เหมือนกับว่าเขาได้ตายไปเรียบร้อยแล้ว แต่ที่จริงแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่! ในหนังสือการ์ตูนชุด Dark Empire อันเป็นเหตุการณ์ภาคต่อหลังภาคภาพยนตร์ เขาไม่ได้ตายในทันทีแต่ใช้พลังForce ถ่ายวิญญาณผ่านไปยังร่างโคลน และยังก็กลับควบคุมทัพจักรวรรดิ และดำเนินการตามล้างผลาญ เจได และพันธมิตรสาธารณรัฐต่อไป แต่ในที่สุด พัลพาทีนก็ต้องพลาดท่าเสียชีวิตจนได้ ด้วยความร่วมมือระหว่างเจได ลุค สกายวอล์คเกอร์ และ เอมพาโตเจโยส แบรนด์ สำหรับ ลุค สกายวอล์คเกอร์ แฟนหนังสตาร์วอร์สน่าจะพอคุ้นๆกันอยู่บ้างแล้ว...แต่สำหรับ เอมพาโตเจโยส แบรนด์ เชื่อว่าหลายคนอาจไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย(ใครว่ะ?:) จึงขอแทรกประวัติ เอมพาโตเจโยส แบรนด์ เสริม...เพราะสำหรับประเด็นกรณีของ พัลพาทีน แล้ว เขาคือบุคคลสำคัญที่สุดคนหนึ่ง ที่ไม่กล่าวถึง ไม่ได้เป็นอันขาด! เพราะอะไรหรือลองติดตามอ่านต่อ...

- พัลพาทีน โคลนวิญญาณ คืนชีพอีกครั้ง! ในหนังสือการ์ตูน Star Wars Dark Empire -


"เอมพาโตเจโยส แบรนด์ (Empatojayos Brand)"
เอมพาโตเจโยส แบรนด์ เป็นอัศวินเจไดที่รอดชีวิตจากการกวาดล้างเจไดครั้งใหญ่(Order 66) แรกเริ่มเขาเป็นศิษย์พาดาวันของ ยาดเดิล(Yaddle) สำเร็จขึ้นเป็นอัศวินเจไดหลังจากยุทธการนาบู ในปีที่ 32 ก่อนยุทธการยาวิน หลังจากนั้นได้รับใช้นิกายเจไดและสาธารณรัฐเรื่อยมา จนในปีที่ 22 ก่อนยุทธการยาวิน แบรนด์ถูกส่งไปเจรจายุติสงครามกลางเมืองเซปัน ซึ่งยืดเยื้อมานับทศวรรษ ทว่าการเจรจานั้นไม่สำเร็จผล แบรนด์เป็นคนหนึ่งที่ได้ขับยาน เดลต้า 7 แอเธอร์สไปรต์-คลาส ไลท์อินเตอร์เซพเตอร์ ในฐานะส่วนหนึ่งของหน่วยเจไดจู่โจมในยุทธการจีโอโนซิส ต่อมาได้ขึ้นเป็นนายพลเจไดในช่วงสงคราม นำกองทัพทหารโคลนสู่ชัยชนะในยุทธการบาสซาโดร เมื่อสงครามโคลนยุติ เหล่าเจไดถูกตราหน้าเป็นศัตรูของสาธารณรัฐ(ดังปรากฏในภาคภาพยนตร์ Episdoe 3) แบรนด์ถูกตามล่าสังหารโดย ดาร์ธ เวเดอร์ ยานของแบรนด์ถูกโจมตีอย่างหนักในบริเวณดาวเคราะห์ "นาร์ ชาดด้า" หลังจากนั้นแบรนด์ที่บาดเจ็บสาหัสปางตายก็ถูกทิ้งปล่อยไว้ให้สิ้นชีพไปเอง อย่างไรก็ดี เขากลับได้รับการช่วยเหลือโดย"ชาวกานาธาน (Ganathan)" (*กานาธาน รูปร่างหน้าตาใกล้เคียงมนุษย์) แห่งดาว "กานาธ(Ganath)" ซึ่งอยู่ในละแวกใกล้เคียงกับดาว นาร์ ชาดด้า นั้น ชาวกานาธานใช้เทคโนโลยีในแบบฉบับของตน สร้างร่างสังเคราะห์ใหม่ให้ แบรนด์ กลายเป็นร่าง ไซบอร์ก!

- ซ้าย "เอมพาโตเจโยส แบรนด์ " ในร่างไซบอร์กทรงกลมแบบพิลึก! เป็นเอกลักษณ์ไม่มีใครเหมือน : ขวา อ. ของ แบรนด์ เจได "ยาดเดิล(Yaddle)" เจไดหญิง สปีชีส์เดียวกับ อ.โยดา -

ต่อมาแบรนด์ได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ ของ Ganath แห่งนั้นเอง ในปีที่ 10 หลังยุทธการยาวิน ยาน "มิลเลนเนียม ฟอลคอน" ที่เสียหายหนัก ได้เดินทางเข้ามาในย่านอวกาศกานัธ แบรนด์จึงได้ทราบข่าวจากผู้โดยสารยานนั้น ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คือ ฮัน โซโล และ ภรรยา เลอา ออร์กานา โซโล ว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับสาธารณรัฐใหม่ และ ดาร์ธ เวเดอร์ ได้เสียชีวิตลงแล้ว แต่สงครามยังไม่ได้จบอย่างแท้จริง เพราะยังต้องทำศึกกันต่อกับจักรพรรดิพัลพาทีนผู้โกงความตาย!ที่สามารถถ่ายวิญญาณผ่านไปยังร่างโคลนได้อีก... แบรนด์ ยังได้ทราบอีกว่า ลุค สกายวอล์คเกอร์ เจไดคนสุดท้ายผู้เป็นพี่ชายของเลอา กำลังสร้างนิกายเจไดใหม่ขึ้น(New Jedi Order) แบรนด์จึงตัดสินใจเดินทางร่วมกับ โซโล ไปยังอยู่ดาวอัลเดอรานใหม่ (New Alderaan) ซึ่งปลอดภัยกว่า แต่ต่อมาภายหลัง ดาวอัลเดอรานใหม่ ก็ถูกโจมตีโดยจักรวรรดิอย่างหนัก แบรนด์จึงเข้าร่วมกับ สาธารณรัฐใหม่ในการสู้รบต้านจักรวรรดิ ต่อมาก็ได้ร่วมกับ ลุค สกายวอล์คเกอร์ ในความพยายามที่จะกำจัดพัลพาทีนให้ได้ แม้จะบาดเจ็บสาหัสจากการสู้กับพัลพาทีน แต่แบรนด์ก็สามารถใช้พลังกักเอาวิญญาณของพัลพาทีนที่หลุดออกจากร่างหลังจากการถูกยิงโดย ฮัน โซโล มาไว้ในร่างของตัวเองได้ หลังจากนั้นแบรนด์ได้ใช้พลัง Force ทำลายวิญญาณของพัลพาทีนไปสู่ความตายพร้อมกันกับตน นับเป็นการเสียสละอันยิ่งใหญ่ "เอมพาโตเจโยส แบรนด์" เขาคนนี้แหละคือ ผู้ปลิดชีพ ซิธผู้ยิ่งใหญ่"พัลพาทีน" ให้ดับสูญอย่างเด็ดขาด ตัวจริง!

- ยานคู่ใจของ ฮัน โซโล ยาน"มิลเลนเนียม ฟอลคอน" (เรียกเป็นไทยก็ประมาณ ยานเหยี่ยวสหัสวรรษ :) สุดยอดยานความเร็วไวกว่าแสง -


- * เรื่องราวของ เอมพาโตเจโยส แบรนด์ ปรากฏในหนังสือการ์ตูนชุด Dark Empire และจบลงในภาคต่อชุด Empire's End ต่อมาเมื่อมีการสร้างภาพยนตร์ไตรภาคต้น แบรนด์ได้รับการเสริมเนื้อเรื่องภูมิหลังไว้ในช่วงเวลาดังกล่าว : ตัวอย่างฉากภาพล่างนี้ เอมพาโตเจโยส แบรนด์ เข้าปกป้องเด็กน้อย อนาคิน โซโล ลูกคนสุดท้องของ ฮัน-เลอา โดยใช้พลังสูบ Force พัลลาทีนกักไว้ในร่างไซบอร์กของตน แล้วจึงใช้พลัง Force เจได ต่อสู้กับพลัง Force ด้านมืด ของพัลพาทีน จนแตกดับตายไปพร้อมกัน! : ปรากฏใน หนังสือการ์ตูนชุด "Star Wars Empire's End" ...การต่อสู้แบบนี้ นับเป็นการต่อสู้-สังหารแบบพิสดาร อันไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์จักรวาล สตาร์ วอร์ส มาก่อนเลย -


- ในวิดิโอเกมชุด Star Wars : Jedi Starfighter ชื่อ "เอมพาโตเจโยส แบรนด์ " ได้เป็นชื่อหนึ่งในบรรดายานขับเจไดในภารกิจสุดท้ายของเกม ก็น่าจะเป็นยานที่เกี่ยวข้องกับ แบรนด์ ทางใดทางหนึ่ง หรือไม่ก็เป็นยานของ แบรนด์ เสียเอง : เหตุการณ์ในเกมส์ เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับภาคภาพยนตร์ Episode 2 ระหว่างยุทธการจีโอโนซิส -